เทคโนโลยีเอไอจะมาแทนที่งานของมนุษย์ไหม

(People's Daily Online)วันพฤหัสบดี 27 มีนาคม 2025


ณ โรงเรียนระดับประถมในเมืองฝู่โจว มณฑลเจียงซี ทางตะวันออกของจีน นักเรียนกำลังชมการสาธิตหุ่นยนต์สี่ขาแสดง
ความสามารถทางเอไอ (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเรา คำถามเก่าที่คุ้นเคยได้กลับมาดึงความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะมาแทนที่งานของมนุษย์หรือไม่?

คำถามนี้ซึ่งมักถูกตั้งขึ้นบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น DeepSeek ของจีน สะท้อนทั้งความน่าทึ่งและความกังวลต่อเทคโนโลยีที่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตสมัยใหม่

การรับรู้และความเป็นจริง

ในแก่นแท้แล้ว ความกังวลเกี่ยวกับ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก นักวิจัยพยายามมานานหลายทศวรรษที่จะปลูกฝังการรับรู้และการรู้คิดแบบมนุษย์ให้กับเครื่องจักร ความพยายามที่ย้อนกลับไปนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่ AI ในปัจจุบัน ซึ่งขับเคลื่อนโดยความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการจดจำรูปแบบทางสถิติ ยังคงมีความแตกต่างโดยพื้นฐานจากกระบวนการคิดของมนุษย์ ระบบเหล่านี้ไม่ได้ “คิด” ในความหมายแบบมนุษย์ แต่ทำงานด้วยอัลกอริทึมที่ซับซ้อนเพื่อเลียนแบบบางแง่มุมของการตัดสินใจ โดยปราศจากความละเอียดอ่อนของอารมณ์หรือการตัดสิน

ยกตัวอย่าง การแต่งบทกวี ในขณะที่กวีมนุษย์อาจเรียกความงามอันชั่วคราวของฤดูใบไม้ผลิ หรือความเศร้าของฤดูใบไม้ร่วง แต่ AI กลับจัดเรียงคำตามระบบเมทริกซ์ความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นการแสดงถึงพลังในการคำนวณมากกว่าการแสดงความคิดสร้างสรรค์ในเชิงลึก

ความแตกต่างนี้สำคัญยิ่ง ในขณะที่ AI เสริมศักยภาพของมนุษย์นั้น ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแทนที่มาทดแทนความสามารถเฉพาะตัวของมนุษย์ในด้านความเข้าอกเข้าใจ สุนทรียภาพ และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม


ผู้สอนแนะนำผู้ประกอบการในการเรียนรู้แอปพลิเคชัน AI ที่ศูนย์บริการจัดหางานสาธารณะในเขตหลี่ชาง เมืองชิงเต่า
มณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

ภูมิทัศน์การจ้างงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในบางภาคส่วน การบูรณาการของ AI ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงแรงงานไปแล้ว ระบบอัตโนมัติในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถ พนักงานต้อนรับ ผู้ช่วยสอน แม้กระทั่งแพทย์ ระบบหุ่นยนต์สามารถทำงานต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่การยกน้ำหนักที่แม่นยำไปจนถึงการตรวจสอบอย่างละเอียดในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ด้วยความน่าเชื่อถือและความทนทานที่มนุษย์ยากจะเทียบได้

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ให้มุมมองที่กว้างกว่า เช่นเดียวกับที่รถยนต์เข้ามาแทนที่รถม้า และเทคโนโลยีการพิมพ์ทำให้อาชีพนักคัดลอกหมดความสำคัญ การเกิดขึ้นของ AI ก็คาดว่าจะสร้างโอกาสใหม่ ๆ เทียบเท่ากับงานเดิมที่มันเข้ามาแทนที่

แผนงานสู่อนาคต

รายงานของรัฐบาลจีนประจำปีระบุว่า ภายใต้โครงการ “AI Plus” จีนจะผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับความแข็งแกร่งด้านการผลิตและตลาด โดยจะสนับสนุนการประยุกต์ใช้โมเดล AI ขนาดใหญ่ และพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะรุ่นใหม่ รวมถึงยานพาหนะพลังงานใหม่ที่เชื่อมต่อกับ AI โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะ

เพียงสองเดือนแรกของปี 2568 AI ของจีนก็สร้างคลื่นแห่งความตื่นตัว ด้วยความก้าวหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่โมเดล AI แบบเปิด ไปจนถึงการวิจัยหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และการบูรณาการ AI เข้าในหลักสูตรการศึกษา

“เทคโนโลยีเพื่อความดี” สร้างโอกาสใหม่ ๆ

อารยธรรมอายุ 5,000 ปีของจีน ที่มีประชากรเกือบ 250 ล้านคนกำลังใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI) ในขณะที่ภาคส่วนหลักของ AI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านหยวน ทุกส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI กำลังก่อให้เกิดความเฟื่องฟูที่ทันสมัย

“อะไรคือข้อได้เปรียบของมนุษย์เหนือ AI?” คำถามง่าย ๆ แต่ลึกซึ้งนี้ได้รับคำตอบที่คมชัดจาก DeepSeek นั่นคือ “AI เป็นการขยายขีดความสามารถทางตรรกะ ในขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นหน่วยที่ซับซ้อนของอารมณ์และเหตุผล อันตรายที่แท้จริงไม่ใช่ที่เครื่องจักรคิดเหมือนมนุษย์ แต่คือที่มนุษย์ทำงานเหมือนเครื่องจักร”

ขณะที่เรายืนอยู่บนจุดเปลี่ยนของยุคสมัยนี้ ความท้าทายที่ชัดเจนก็คือ เราจะใช้ศักยภาพของ AI ในขณะที่รักษาคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ได้อย่างไร? คำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกจะดำเนินการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรนี้อย่างไรในอนาคต