ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลก

(People's Daily Online)วันพุธ 15 กรกฎาคม 2026

ตามรายงานที่เผยแพร่โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2569 คาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจากร้อยละ 3.4 ในปี พ.ศ. 2568 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี พ.ศ. 2569 ขณะที่รายงานของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุว่า ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างประเทศ การเผชิญหน้าด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ และเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เป็น 3 ความเสี่ยงสำคัญระดับโลกในปัจจุบัน

ยิ่งสภาพแวดล้อมโลกมีความผันผวนมากขึ้นเท่าใด ความจำเป็นในการร่วมมือกันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ในช่วงเวลานี้ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความร่วมมือ เอาชนะความแตกแยกด้วยแนวทางแห่งการเปิดกว้างและความครอบคลุม พร้อมมองอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติด้วยมุมมองที่กว้างไกล ประชาคมโลกควรร่วมมือกันยกระดับความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเลือกที่จะขยายความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน แทนการตัดความเชื่อมโยงระหว่างกัน

จีนเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญและเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมาโดยตลอด จีนยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการรักษาคุณลักษณะของห่วงโซ่อุปทานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อันจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีความมั่นคง มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และสร้างประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

ประการหนึ่ง จีนได้ส่งเสริมการเปิดกว้างและความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอย่างแข็งขัน โดยยึดหลักการเปิดกว้างและความครอบคลุม พร้อมแบ่งปันโอกาสด้านการพัฒนาที่จีนสร้างขึ้นกับนานาประเทศทั่วโลก

ในฐานะงานแสดงสินค้าระดับชาติแห่งแรกของโลกที่มุ่งเน้นด้านห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะ งานมหกรรมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานนานาชาติจีน (China International Supply Chain Expo) นับตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2566 ได้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตลอดจนผลักดันการประสานความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และผู้ใช้งานปลายทาง พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างบริษัทจีนและบริษัทต่างชาติ ปัจจุบัน มหกรรมดังกล่าวได้กลายเป็นเวทีการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ และเป็นประโยชน์สาธารณะระดับโลกที่ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันแบ่งปัน

ในการจัดงานครั้งที่ 4 จำนวนองค์กรเข้าร่วมเพิ่มขึ้นจาก 515 แห่งในครั้งแรก เป็น 676 แห่ง โดยจำนวนประเทศและภูมิภาคที่เข้าร่วม รวมถึงสัดส่วนผู้จัดแสดงจากต่างประเทศ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนคณะผู้แทนจากต่างประเทศที่เดินทางเข้าร่วมงานก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่องทางความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศได้รับการขยายมากขึ้น และอิทธิพลในระดับโลกของมหกรรมดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง จีนยังคงเดินหน้าส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันหลักของภาคอุตสาหกรรม พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพสูงสู่ตลาดโลก

ด้วยการใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีในสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ พลังงานใหม่ และการผลิตสีเขียว จีนกำลังเร่งผลักดันการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก อีกทั้งยังยกระดับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกับประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2568 มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลหลักของจีนเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะเดียวกัน การวิจัยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในสาขาต่าง ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีควอนตัมของจีน ก็อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ดัชนีความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Resilience Index Matrix) ซึ่งเผยแพร่ในงานมหกรรมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานนานาชาติจีน ครั้งที่ 4 ระบุว่า สภาพแวดล้อมโดยรวมในการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยเชิงบวกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2568 ดัชนีด้านการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานโลก การเชื่อมโยง นวัตกรรม และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ล้วนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจากค่าฐาน 1 เป็น 2.839, 1.657, 2.565 และ 1.249 ตามลำดับ อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นอยู่ที่ร้อยละ 16.07, 7.48, 14.40 และ 3.23 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกกำลังพัฒนาไปสู่การมีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีพลวัตมากยิ่งขึ้น

แม้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แต่การเปิดกว้างและความร่วมมือยังคงเป็นแนวโน้มหลักของยุคสมัย ขณะที่ผลประโยชน์ร่วมกันและความสำเร็จแบบชนะไปด้วยกันยังคงเป็นแนวทางสำคัญของประชาคมโลก ประเทศต่าง ๆ ควรร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพและการดำเนินงานอย่างราบรื่นของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือในทางปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น