ถ้ำโม่เกาผสานพลัง AI อนุรักษ์และสืบสานมรดกวัฒนธรรมอายุนับพันปี
เพียงแตะหน้าจอสมาร์ตโฟนครั้งเดียว ภาพนางฟ้าบนสวรรค์ถือดอกบัวจากจิตรกรรมฝาผนังอายุราว 1,400 ปี ก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมา ก่อนเคลื่อนลอยออกจากภาพตรงเข้าหาผู้ชม
ณ ถ้ำโม่เกาแหล่งมรดกอายุนับพันปีในเมืองตุนหวง มณฑลกานซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เทคโนโลยีดิจิทัลแบบ Immersive กำลังทำมากกว่าการเปิดประสบการณ์ย้อนเวลาในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้ชมทั่วโลก เพราะยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาผลงานศิลปะอันล้ำค่าบนเส้นทางสายไหมให้คงอยู่สืบไปถึงคนรุ่นหลัง
ถ้ำโม่เกาเริ่มก่อสร้างขึ้นบริเวณหน้าผาทะเลทรายตั้งแต่ปี ค.ศ. 366 (พ.ศ. 909) ปัจจุบันประกอบด้วยถ้ำทั้งหมด 735 แห่ง ในจำนวนนี้มี 492 แห่งที่เป็นศาสนสถาน ซึ่งประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมทางพุทธศาสนา แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี พ.ศ. 2530 และได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก่อสร้างต่อเนื่องยาวนานที่สุด และมีมรดกศิลปะอันหลากหลายและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ปัจจุบัน นักอนุรักษ์ในพื้นที่กำลังนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงมาใช้ ไม่เพียงเพื่ออนุรักษ์โบราณวัตถุอันเปราะบางเท่านั้น แต่ยังเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการสัมผัสและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ของผู้คนทั่วโลก
ผ่านนิทรรศการ VR “Discover Dunhuang” ผู้เข้าชมสามารถก้าวเข้าสู่แบบจำลองสามมิติความละเอียดสูงของถ้ำหมายเลข 285 ชมจิตรกรรมฝาผนังโบราณได้อย่างใกล้ชิด สำรวจพื้นที่แบบ 360 องศา และแม้แต่ลอยขึ้นไปเหนือเพดานถ้ำเพื่อชมความงดงามของถ้ำโบราณยุคแรก ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผสมผสานศิลปะจีนและตะวันตก รวมถึงภาพนางอัปสรเหินฟ้า หรือ “เฟยเทียน” อันเป็นเอกลักษณ์
เหลย เจิ้งกวง เจ้าหน้าที่ด้านวัฒนธรรมของสถาบันตุนหวง กล่าวว่า ทีมงานสามารถสร้างแบบจำลองบูรณะถ้ำในระดับความละเอียดสูงแบบ 1:1 ผ่านการสแกนดิจิทัลและการสร้างแบบจำลองสามมิติ เมื่อผสานเข้ากับการออกแบบเชิงโต้ตอบแล้ว โครงการดังกล่าวช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมได้อย่างมาก
เบื้องหลังประสบการณ์เสมือนจริงเหล่านี้ เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนโฉมแนวทางการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
ที่ถ้ำหมายเลข 44 ซึ่งมีส่วนโค้งของผนังที่ซับซ้อนและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบันทึกภาพ ปัจจุบันทีมงานได้ใช้ระบบรางอัตโนมัติเพื่อเก็บภาพ ติง เสี่ยวเซิง นักวิจัยอาวุโสด้านการอนุรักษ์ดิจิทัลของสถาบันตุนหวง กล่าวว่า ซอฟต์แวร์เฉพาะทางสำหรับการต่อภาพความละเอียดระดับพันล้านพิกเซลอย่างแม่นยำ รวมถึงเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองสามมิติจากข้อมูลหลายแหล่ง ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของกระบวนการทำงานอย่างมาก
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น โมเดล AI ที่ได้รับการฝึกด้วยภาพความละเอียดสูงหลายหมื่นภาพ สามารถตรวจจับความเสียหายของโบราณวัตถุได้ในระดับ “พิกเซล” หวัง ว่านฝู เจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ กล่าวว่า AI สามารถตรวจพบความเสียหายในระยะเริ่มต้นที่มีขนาดเล็กกว่าความหนาของเส้นผมมนุษย์ได้ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสเปกตรัมและแจ้งเตือนล่วงหน้าถึงโพรงขนาดเล็กภายในชั้นปูนรองพื้น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การฟื้นคืนชีพในโลกดิจิทัลกำลังพาตุนหวงออกสู่สายตาชาวโลกผ่านแพลตฟอร์ม “Digital Library Cave” ซึ่งสถาบันตุนหวงเปิดตัวสู่ระดับโลกในปี พ.ศ. 2568 จนถึงปัจจุบัน แพลตฟอร์มดังกล่าวเผยแพร่ทรัพยากรดิจิทัลของต้นฉบับและโบราณวัตถุจำนวน 11,090 รายการ พร้อมภาพดิจิทัล 72,810 ภาพ และมีผู้เข้าชมมากกว่า 250,000 ครั้งจาก 33 ประเทศและภูมิภาค
ความพยายามบุกเบิกของตุนหวงสะท้อนถึงแนวทางในระดับประเทศของจีนที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม โดยจีนได้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการจัดเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัล ขณะเดียวกัน แนวทางระดับนโยบายและมาตรฐานทางเทคนิคที่ครอบคลุมยังช่วยกำหนดทิศทางการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมด้วยระบบดิจิทัล
ทั่วประเทศ สถาบันต่าง ๆ กำลังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อยกระดับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เช่น พิพิธภัณฑ์พระราชวัง หรือพระราชวังต้องห้าม ได้กำหนด “รหัสดิจิทัล” ให้แก่โบราณวัตถุกว่า 1 ล้านชิ้น และเปิดให้ประชาชนเข้าชมโบราณวัตถุกว่า 150,000 รายการผ่านคลังข้อมูลดิจิทัลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจีนได้จัดทำภาพ 2 มิติของโบราณวัตถุแล้ว 720,000 ชิ้น และสร้างแบบจำลอง 3 มิติของโบราณวัตถุกว่า 7,700 ชิ้น โดยมีความแม่นยำในระดับที่สามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับการจำลองได้
อวี๋ เทียนซิ่ว รองประธานสถาบันตุนหวง กล่าว “ต่อจากนี้ เราจะเดินหน้าผสานการศึกษาตุนหวงเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สร้างแพลตฟอร์มการวิจัยด้านตุนหวงศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและปัญญาอัจฉริยะ และทำให้มรดกทางวัฒนธรรม ‘คงความเยาว์วัยไว้ตลอดกาล’”