จีนประกาศรายชื่อ 32 เมืองนำร่องชุดที่สอง เดินหน้านวัตกรรมนโยบายภาคค้าปลีก

(People's Daily Online)วันศุกร์ 04 กันยายน 2026

กระทรวงพาณิชย์จีนร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลอีก 3 แห่ง ออกประกาศร่วมกันเมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุรายชื่อ 32 เมืองนำร่องชุดที่สอง ภายใต้โครงการระดับชาติว่าด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมและยกระดับภาคค้าปลีก

32 เมืองดังกล่าว ได้แก่ เมืองฉินหวงเต่าและเป่าติ้งในมณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน เมืองอู๋ซีและหยางโจวในมณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน รวมถึงเมืองไคเฟิงและสวี่ชางในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน เป็นต้น

เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 กระทรวงพาณิชย์จีนและอีก 6 หน่วยงานได้เผยแพร่แผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและยกระดับภาคค้าปลีก โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบการหมุนเวียนสินค้าเชิงพาณิชย์สมัยใหม่ของประเทศ สร้างกลไกระยะยาวที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นการบริโภค และเร่งพัฒนาบริการผู้บริโภคให้มีความหลากหลาย

ภายใต้แผนดังกล่าว จะมีการคัดเลือกเมืองนำร่องด้านนวัตกรรมและการยกระดับภาคค้าปลีกในแต่ละปี ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการค้าปลีกที่มีอยู่เดิม และส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จให้ขยายไปทั่วประเทศ

เป้าหมายคือการวางรากฐานระบบค้าปลีกสมัยใหม่ให้เป็นรูปเป็นร่างในเบื้องต้นภายในปี พ.ศ. 2572 โดยมีลักษณะสำคัญ ได้แก่ สินค้าและบริการที่หลากหลาย การกระจายตัวอย่างสมดุล ช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย การให้บริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนบริการที่ชาญฉลาดและสะดวกสบาย พร้อมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำ

จีนประกาศรายชื่อเมืองนำร่องชุดแรก 38 เมืองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ซึ่งรวมถึงกรุงปักกิ่ง เทศบาลนครเทียนจิน เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ และนครเซินเจิ้นทางตอนใต้ของจีน เป็นต้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจีนในการขยายอุปสงค์ภายในประเทศและส่งเสริมการบริโภคให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตามแผนขยายการบริโภคในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569–2573) จีนตั้งเป้าเพิ่มยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครวมของประเทศให้แตะประมาณ 60 ล้านล้านหยวน (ราว 8.85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี พ.ศ. 2573

แผนดังกล่าวเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดมาตรการเฉพาะ 28 ประการในหลายด้าน อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริโภค การปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการบริโภค และการเสริมสร้างกลไกเชิงสถาบัน

แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการขยายการบริโภคภาคบริการในด้านต่าง ๆ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลเด็ก วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และสุขภาพ สะท้อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริโภคจากเดิมที่เน้นสินค้าเป็นหลัก สู่รูปแบบที่สร้างสมดุลระหว่างการบริโภคสินค้าและบริการ

นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังเสนอให้ยกเลิกข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุสมผลในบางภาคส่วน เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย ดำเนินนโยบายวันลาพักร้อนโดยได้รับค่าจ้าง และเสริมสร้างระบบหลักประกันทางสังคม เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2569 ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครวมของจีนอยู่ที่ 28.77 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน