จีนเดินหน้าพัฒนา “ห้องเรียน” AI เสริมศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

(People's Daily Online)วันพุธ 23 กันยายน 2026

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จำนวนมากเคลื่อนไหวไปมา ทั้งหยิบขวดน้ำ เลื่อนถาดเข้าไมโครเวฟ และสแกนฉลากพัสดุ ขณะที่บริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่สวมชุดบันทึกการเคลื่อนไหวช่วยกันพับผ้าและจัดเตียง โดยการเคลื่อนไหวของพวกเขาถูกบันทึกผ่านเซ็นเซอร์และป้อนเข้าสู่ระบบฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์

ภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศจีน คนในแวดวงอุตสาหกรรมเรียกสถานที่ลักษณะนี้ว่า “สนามฝึกปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ” (embodied AI training grounds)

ปัจจุบันจีนมีผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 140 ราย โดยในปี 2025 จีนส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 14,400 ตัว คิดเป็นราว 8 ใน 10 ของจำนวนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ส่งมอบทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขดังกล่าวจะน่าจับตามอง แต่อุตสาหกรรมยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ นั่นคือการพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถวิ่ง กระโดด และเต้นได้ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม ให้กลายเป็นเครื่องจักรที่สามารถรับมือกับภารกิจอันหลากหลายและคาดเดาไม่ได้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ

ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้หุ่นยนต์สามารถรับมือกับภารกิจในชีวิตประจำวันได้ คือการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล

เช่นเดียวกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เรียนรู้จากข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาลจนสามารถพลิกโฉมโลกดิจิทัล หุ่นยนต์ก็จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงจำนวนมหาศาล เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจโลกทางกายภาพ หุ่นยนต์ต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์ซ้ำ ๆ ว่าจะหยิบจับสิ่งของที่มีรูปร่างแตกต่างกันอย่างไร เคลื่อนที่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยอย่างไร ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างไร รวมถึงทำภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันให้สำเร็จได้อย่างไร

แต่ในขณะที่อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลข้อความ ข้อมูลปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงสำหรับหุ่นยนต์กลับไม่เคยถูกเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สนามฝึกเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็ม โดยเปิดโอกาสให้หุ่นยนต์เรียนรู้การเคลื่อนที่และปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมจริง ผ่านการฝึกฝนซ้ำ ๆ ที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก

รายงานการวิจัยฉบับล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 จีนมีสนามฝึกปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพที่เปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 70 แห่ง และยังมีอีกกว่า 40 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรืออยู่ในขั้นตอนการวางแผน โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เขตปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย และเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง

ในมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน สนามฝึกระดับมณฑลแห่งนี้มีบทบาทมากกว่าการฝึกสอนหุ่นยนต์ โดยผู้ดำเนินงานเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “โรงเรียนหุ่นยนต์” ซึ่งมีการเชื่อมโยงผู้ผลิตหุ่นยนต์กับผู้ใช้งานที่มีศักยภาพอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ผู้ผลิต บริษัทด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนบริษัทพลังงาน สามารถค้นหาโซลูชันปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักพัฒนาหุ่นยนต์เข้าถึงสภาพแวดล้อมจริงสำหรับการเรียนรู้และทดสอบหุ่นยนต์

รูปแบบที่คล้ายกันกำลังเกิดขึ้นในนครหางโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน โดยฐานนำร่องระดับชาติด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อมโยง” โดยรวบรวมรัฐวิสาหกิจ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และบริษัทด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านกลไกความร่วมมือแบบเปิด

จาง ไห่เว่ย ผู้ก่อตั้งบริษัทหุ่นยนต์แห่งหนึ่งในหางโจว กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ การพัฒนาสถานการณ์การใช้งานเพียงหนึ่งรูปแบบอาจทำให้บริษัทต้องใช้เงินหลายสิบล้านหยวนไปกับข้อมูลสำหรับการฝึกฝน แต่ปัจจุบัน เมื่อเข้ามาอยู่ในฐานแห่งนี้ ก็สามารถเข้าถึงทุกสิ่งที่ต้องการได้ในที่เดียว”

ขณะที่สนามฝึกเหล่านี้กำลังพัฒนาจากสถานที่ที่ดำเนินงานแยกกันไปสู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น การสนับสนุนด้านนโยบายก็เข้ามามีบทบาทในการเร่งการพัฒนาเช่นกัน

ในเดือนมิถุนายน 2026 หน่วยงานของจีนได้ร่วมกันเปิดตัวแผนปฏิบัติการพิเศษด้านการฝึกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพในสถานการณ์จริง โดยกำหนดให้แต่ละระดับมณฑลคัดเลือกสถานการณ์การใช้งานที่มีความสำคัญอย่างน้อย 20 รูปแบบ และจัดสร้างพื้นที่ฝึกในสถานการณ์จริงที่สามารถใช้สำหรับการฝึก การทดสอบ และการตรวจสอบยืนยันผลได้

ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าปรับปรุงไม่เพียงแต่ปริมาณข้อมูลสำหรับการฝึกฝน แต่รวมถึงคุณภาพของข้อมูลด้วย โดยมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านคุณภาพชุดข้อมูลปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ซึ่งจัดทำโดยความร่วมมือขององค์กรกว่า 40 แห่ง มีกำหนดเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยคาดว่ามาตรฐานดังกล่าวจะช่วยผลักดันการพัฒนาชุดข้อมูลจากเดิมที่มุ่งเน้นขนาด ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยอุดช่องว่างที่มีมาอย่างยาวนานในแวดวงนี้

รูปแบบธุรกิจก็กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน หวัง เม่าหลิน ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพในเซินเจิ้นทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่า ขั้นต่อไปคือการก้าวข้ามการจัดหาข้อมูลเพียงอย่างเดียว และพัฒนาไปสู่รูปแบบ “การฝึกฝนในรูปแบบบริการ” (training-as-a-service) เพื่อสร้างช่องทางรายได้ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนสนามฝึกจากการลงทุนที่ต้องใช้สินทรัพย์จำนวนมาก ให้กลายเป็นการดำเนินงานที่มีความยั่งยืน

ด้วยแรงสนับสนุนจากนโยบายและแรงขับเคลื่อนด้านการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น สนามฝึกปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของจีนอีกต่อไป โดยคนในแวดวงอุตสาหกรรมระบุว่า ปัจจุบันสนามฝึกกำลังขยายไปยังเมืองระดับ 3 และระดับ 4 ของจีน ก่อให้เกิดเครือข่ายหลายระดับที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่มีความสามารถและเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความพร้อมของสถานการณ์การใช้งานจริงและข้อมูลที่สามารถสร้างขึ้นจากสถานการณ์เหล่านั้นมากขึ้น