AI เติมชีวิตใหม่ให้ศาสตร์แพทย์แผนจีนอันทรงคุณค่าที่สืบทอดมายาวนาน

(People's Daily Online)วันพุธ 30 กันยายน 2026

เพียงพิมพ์คำถามเกี่ยวกับการเลือกใช้และจับคู่สมุนไพรลงในระบบ AI บนสมาร์ตโฟน ก็สามารถรับคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที พร้อมคำอธิบายว่าสมุนไพรแต่ละชนิดควรใช้ร่วมกันอย่างไร และมีหลักการทางการแพทย์แผนจีนใดรองรับ

สำหรับนักศึกษาที่เรียนด้านการแพทย์แผนจีน (TCM) เครื่องมือ AI นี้กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยสอนดิจิทัล” รูปแบบใหม่ที่ช่วยเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน

มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง (Beijing University of Chinese Medicine) เป็นผู้นำในการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนไว้อย่างครอบคลุม ทั้งตำราและทฤษฎีดั้งเดิม เอกสารประกอบการเรียน สมุนไพร ตลอดจนตำรับยา

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถปฏิบัติงานเชิงกายภาพ (embodied intelligent robot) ซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยสามารถสาธิตเทคนิคการนวดตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนแบบดั้งเดิมได้

องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนได้รับการสืบทอดมานานหลายศตวรรษ ผ่านตำราคลาสสิก การถ่ายทอดความรู้จากแพทย์ผู้มีประสบการณ์สู่ศิษย์ และการฝึกปฏิบัติทางคลินิก

การอนุรักษ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนี้ถือเป็นความท้าทายของการศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนมาโดยตลอด ปัจจุบัน AI กำลังก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนของจีน เปิดแนวทางใหม่ในการสืบทอดศาสตร์การแพทย์อันเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน

หลี่ จื่อหยวน นักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกว่างโจวในจีนตอนใต้ กล่าวว่า AI สามารถจัดระเบียบตำราแพทย์โบราณ เรียนรู้แนวทางการรักษาของแพทย์แผนจีน และช่วยให้คำแนะนำด้านการใช้ยา ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการเรียนรู้ของแพทย์รุ่นใหม่

หวง ลู่ฉี ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน กล่าวว่า AI สามารถรวบรวมแนวทางการวินิจฉัย เทคนิคเฉพาะ และตำรับยาที่ผ่านการพิสูจน์จากประสบการณ์ของแพทย์ผู้มีชื่อเสียงในระดับท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

หวง ลู่ฉี ซึ่งเป็นสมาชิกสถาบันบัณฑิตวิศวกรรมแห่งชาติจีน (Chinese Academy of Engineering) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายและอาศัยประสบการณ์เป็นหลักให้กลายเป็นข้อมูลที่มีมาตรฐานและสามารถแบ่งปันได้ ช่วยอนุรักษ์องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนอันทรงคุณค่าในท้องถิ่น และส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

จีนเริ่มจัดตั้งระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนสมัยใหม่ในปี 1956 และหลังจากผ่านไป 7 ทศวรรษ ปัจจุบันจีนมีสถาบันระดับปริญญาตรีที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะและเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน 27 แห่ง ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาประมาณ 670 แห่งเปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนจีน โดยมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนมากกว่า 800,000 คน

ณ สิ้นปี 2025 จำนวนบุคลากรด้านสุขภาพในสถาบันบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนจีนทั่วประเทศอยู่ที่ 1.236 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 49 เปอร์เซ็นต์จากปี 2020 ขณะที่ในปี 2025 การเข้ารับบริการทางการแพทย์แผนจีนคิดเป็น 20.3 เปอร์เซ็นต์ของการเข้ารับบริการทางการแพทย์ทั้งหมดทั่วประเทศ

ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน การวินิจฉัยโรคโดยทั่วไปอาศัย 4 วิธี ได้แก่ การสังเกต การฟังและดมกลิ่น การซักถาม และการจับชีพจร แพทย์จะนำข้อมูลที่ได้จากทั้ง 4 วิธีมาประกอบกันเพื่อประเมินอาการของผู้ป่วยและกำหนดแนวทางการรักษา

ปัจจุบัน AI กำลังถูกนำมาใช้เพื่อศึกษาวิธีการแปลงกระบวนการวินิจฉัยแบบดั้งเดิมเหล่านี้ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

ที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนแห่งหนึ่งในเมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน “คลินิกอัจฉริยะ” สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลิ้น ใบหน้า และชีพจรของผู้ป่วยได้โดยอัตโนมัติ พร้อมใช้โมเดลขนาดใหญ่เพื่อช่วยแพทย์ประกอบการตัดสินใจทางคลินิก และให้บริการติดตามอาการอย่างชาญฉลาด

หวง ลู่ฉี กล่าวว่า การวินิจฉัยที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI อาจทำให้ข้อมูลการวินิจฉัยตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีความเป็นกลางและสามารถวัดผลได้มากขึ้น ลดความเป็นอัตวิสัยในการประเมินด้วยตนเอง อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการรักษา และช่วยเพิ่มความแม่นยำของบริการการแพทย์แผนจีนในระดับปฐมภูมิ

จีนยังได้บรรจุ AI ไว้ในยุทธศาสตร์ระดับชาติสำหรับการส่งเสริมการแพทย์แผนจีน โดยแผนพัฒนาระยะปี 2026–2030 มุ่งส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะในวงการแพทย์แผนจีนมากขึ้น พร้อมพัฒนาชุดข้อมูลคุณภาพสูงในสาขานี้

ขณะที่ AI เข้ามามีบทบาทในระบบการศึกษาและการปฏิบัติงานด้านการแพทย์แผนจีนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น คำถามเกี่ยวกับขอบเขตการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็มีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน

จ้าว เล่ออี๋ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง กล่าวว่า AI สามารถทำให้องค์ความรู้โดยนัยที่สั่งสมจากประสบการณ์ของแพทย์รุ่นอาวุโสเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อการเรียนรู้และการถ่ายทอด แต่ไม่สามารถทดแทนกระบวนการใช้เหตุผลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแพทย์แผนจีนได้

จ้าว เล่ออี๋ อธิบายว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษาจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีการแพทย์แผนจีน หลักการรักษา และระบบการใช้ยาตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน

จี้ กวาง อธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำความเข้าใจอาการและสภาวะของร่างกายที่แพทย์สั่งสมจากประสบการณ์มานานหลายศตวรรษ ควรได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจภูมิปัญญาทางการแพทย์โบราณผ่านมุมมองทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่