บันทึกบรรณาธิการ วันที่ 4: หนึ่งวันสี่หมุดหมาย จากการเปิดโลกของเซินเจิ้น สู่การแบ่งปันโลกของตัวเอง

(People's Daily Online)วันจันทร์ 26 ตุลาคม 2026


ภาพถ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2569 บรรณาธิการชาวไทยกำลังทำความรู้จักกับม้าอย่างใกล้ชิด
ณ ศูนย์ขี่ม้านานาชาติกวงหมิง นครเซินเจิ้น (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

วันนี้ดิฉันเดินทางไป 4 สถานที่ในเซินเจิ้น ได้แก่ ศูนย์ขี่ม้านานาชาติกวงหมิง สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์เซินเจิ้น มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซินเจิ้น และพิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติเซินเจิ้น

แต่ละแห่งมีจุดเด่นต่างกัน และทำให้ฉันได้เห็นว่าเบื้องหลังความก้าวหน้าของเซินเจิ้น ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่ยังมีทั้งกีฬา วิทยาศาสตร์ การศึกษา และศิลปะที่ช่วยเติมเต็มอีกหลายมิติให้กับเมืองนี้

ศูนย์ขี่ม้านานาชาติกวงหมิง: อีกก้าวของเซินเจิ้นที่มากกว่าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึงเซินเจิ้น หลายคนมักนึกถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การได้มาที่ศูนย์ขี่ม้านานาชาติกวงหมิงทำให้ฉันเห็นอีกมิติของเมืองนี้ ผ่านกีฬาขี่ม้าและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับม้า

วันนี้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจสำหรับฉัน เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลองขี่ม้า แม้จะมีความตื่นเต้นและแอบกังวลอยู่บ้างในตอนแรก แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดและคำแนะนำอย่างอบอุ่นจากครูฝึก ทำให้ฉันค่อย ๆ ผ่อนคลายและกล้าที่จะก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง

สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้น คือความเป็นมิตรและอ่อนโยนของม้า รวมถึงความเอาใจใส่ของผู้คนที่เซินเจิ้น ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ แต่ฉันกลับรู้สึกสบายใจและสนุกไปกับช่วงเวลาตรงหน้า

การมาเยือนเซินเจิ้นครั้งนี้ทำให้ฉันได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเมืองที่นอกเหนือจากความทันสมัยและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่นี่ยังมีพื้นที่สำหรับกีฬา การพักผ่อน และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พร้อมสัมผัสน้ำใจและความเป็นมิตรของผู้คนในท้องถิ่น

ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสนามสำหรับจัดการแข่งขันระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝน การเรียนรู้ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกันระหว่างคนกับม้า การได้มาเห็นสถานที่แห่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่า การพัฒนาเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ยังสะท้อนผ่านความหลากหลายของกีฬาและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ด้วย

บางครั้ง เสน่ห์ของเมืองหนึ่งไม่ได้อยู่เพียงสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่อยู่ในประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสและผู้คนที่เราได้พบเจอ สำหรับฉัน เซินเจิ้นจึงไม่ใช่แค่เมืองแห่งนวัตกรรม แต่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน ความอบอุ่น และเรื่องราวใหม่ ๆ ที่รอให้เราออกไปค้นพบด้วยตัวเอง

สำหรับดิฉัน นี่คืออีกภาพหนึ่งของเซินเจิ้น เมืองที่เดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมที่ต้องอาศัยทักษะ สมาธิ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเมืองในการรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

“ความก้าวหน้าของเมือง ไม่ได้มีเพียงสิ่งที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ยังอยู่ที่การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ”


ภาพถ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2569 บรรยากาศขณะวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับสถาบัน
ณ สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์เซินเจิ้น (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์เซินเจิ้น: ความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน

เมื่อมาถึงสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์เซินเจิ้น ดิฉันนึกถึงความสำคัญของงานวิจัยที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การค้นพบความรู้ใหม่ แต่ยังต้องหาทางนำความรู้นั้นไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพของผู้คนด้วย

สิ่งที่ดิฉันอยากเรียนรู้จากที่นี่คือ จีนกำลังพัฒนางานวิจัยทางการแพทย์อย่างไร และจะเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการรักษาหรือการดูแลสุขภาพในชีวิตจริงได้มากเพียงใด

เมื่อพูดถึงความก้าวหน้าของประเทศ ดิฉันคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นอีกด้านที่ไม่ควรมองข้าม เพราะท้ายที่สุดแล้ว วิทยาศาสตร์จะมีความหมายมากขึ้นเมื่อสามารถช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

“ความรู้มีคุณค่าไม่ใช่เพียงเพราะทำให้เรารู้มากขึ้น แต่เพราะอาจช่วยให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้นได้”


ภาพถ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2569 บรรยากาศการชมผลงานศิลปะ “Rainbow Assembly” ด้านนอก
ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติเซินเจิ้น (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติเซินเจิ้น: อีกมุมของจีนที่อยากให้ผู้ชมได้เห็น

หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการแพทย์และเทคโนโลยี ดิฉันได้มาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติเซินเจิ้น ซึ่งทำให้การเดินทางวันนี้มีอีกมิติหนึ่งเพิ่มเข้ามา

และผลงานที่ดิฉันประทับใจมากๆนั่นก็คือผลงาน “Rainbow Assembly” ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ใช้แสงและละอองน้ำสร้างปรากฏการณ์สายรุ้งภายในพื้นที่จัดแสดงที่มืด เมื่อผู้ชมเปลี่ยนตำแหน่ง ย่อตัว หรือลุกขึ้นยืน มุมมองที่มีต่อสายรุ้งก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมงานศิลปะ แต่ยังสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง


ภาพถ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2569 บรรยากาศการชมผลงานศิลปะ “Rainbow Assembly” ด้านใน
ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติเซินเจิ้น (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

สำหรับฉัน ผลงานชิ้นนี้ทำให้เห็นว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงบนผืนผ้าใบหรือในรูปปั้น แต่ยังสามารถผสานแสง น้ำ และการเคลื่อนไหวของผู้ชมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับแต่ละคน นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของเซินเจิ้นที่แสดงให้เห็นว่า นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว เมืองแห่งนี้ยังให้ความสำคัญกับศิลปะและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง

สำหรับดิฉัน ศิลปะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกันก็สามารถรู้สึกกับผลงานชิ้นหนึ่งได้ และบางครั้งการได้เห็นสิ่งเดียวกันผ่านสายตาของคนอื่นก็ทำให้เราเข้าใจโลกกว้างขึ้น

ในช่วงที่เซินเจิ้นเตรียมต้อนรับ APEC 2026 ดิฉันคิดว่าการได้รู้จักเมืองผ่านศิลปะก็สำคัญไม่แพ้การเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพราะนี่เป็นอีกช่องทางที่ทำให้ผู้คนจากต่างวัฒนธรรมได้ทำความรู้จักกัน

“การได้รู้จักกัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพูดภาษาเดียวกัน แต่อาจเริ่มจากการเปิดใจมองโลกผ่านสายตาของกันและกัน”


ภาพถ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2569 บรรยากาศบรรณาธิการชาวไทยแบ่งปันมุมมองการทำงานด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ
ณ ศูนย์สื่อบูรณาการเขตกวงหมิง (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

ศูนย์สื่อบูรณาการเขตกวงหมิง: เเบ่งปันมุมมอง สร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม

ณ ห้องบรรยายของศูนย์สื่อบูรณาการเขตกวงหมิง ดิฉันได้รับโอกาสให้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานในฐานะบรรณาธิการชาวไทยที่ทำงานด้านการสื่อสารระหว่างประเทศของ People’s Daily Online พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการทำอย่างไรให้ข่าวสารสามารถก้าวข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรม ไปถึงหัวใจของผู้คนในต่างประเทศได้อย่างแท้จริง

ดิฉันได้แบ่งปันมุมมองในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ซึ่งดิฉันได้แบ่งปัน 3 แนวคิดสำคัญจากประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ

ประการแรก คือ การเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย นอกจากการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้ว เรายังต้องเข้าใจว่าผู้ชมในแต่ละประเทศใช้แพลตฟอร์มใดในการรับข่าวสาร

ประการที่สอง คือ การสร้างเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของผู้ชมต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องราวจากสถานที่จริง เบื้องหลังการทำงาน และสิ่งที่ผู้ชมอาจไม่มีโอกาสสัมผัสด้วยตนเอง เพื่อทำให้เรื่องราวที่ดูซับซ้อนหรืออยู่ไกลตัวเข้าใจง่ายและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ประการสุดท้าย คือ การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงนำเสนอเทคโนโลยีหรือความสำเร็จ แต่ควรแสดงให้เห็นการใช้งานจริง พูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และอธิบายให้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เนื้อหามีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกับผู้ชมได้มากขึ้น

สำหรับดิฉัน หัวใจสำคัญของการสื่อสารระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงการบอกเล่าว่าสถานที่หนึ่งเป็นอย่างไร แต่คือการทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับได้ไปสัมผัสสถานที่นั้นด้วยตนเอง เพราะเมื่อเรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ที่จับต้องได้ ก็ย่อมช่วยให้ผู้คนต่างภาษาและวัฒนธรรมเข้าใจกันได้ดียิ่งขึ้น

สิ่งที่ฉันอยากนำกลับไปเล่าในวันนี้

การเดินทางในวันนี้ทำให้ดิฉันได้เห็นเมืองนี้ในหลากหลายมิติ ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เสน่ห์ของศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนความอบอุ่นของผู้คนและโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า เสน่ห์ของเมืองหนึ่งไม่ได้อยู่เพียงความทันสมัยหรือความสำเร็จที่มองเห็นได้ แต่อยู่ในความหลากหลายที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้และเข้าใจซึ่งกันและกันด้วย

ดังคำกล่าวของจีนที่ว่า “各美其美,美人之美,美美与共,天下大同” ซึ่งหมายถึง “เห็นคุณค่าของตนเอง ชื่นชมคุณค่าของผู้อื่น ร่วมแบ่งปันความงดงามของทุกวัฒนธรรม เพื่อสร้างโลกที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว” สำหรับดิฉัน การมาเยือนเซินเจิ้นครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเก็บเกี่ยวเรื่องราวเพื่อนำไปถ่ายทอด แต่ยังเป็นโอกาสให้ฉันได้เปิดมุมมอง เรียนรู้จากผู้คน และแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองให้แก่ผู้อื่น เพราะเมื่อเราเปิดใจให้กับความแตกต่าง เราก็จะค้นพบคุณค่าของกันและกันได้มากขึ้น ก่อนที่เซินเจิ้นจะต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกใน APEC 2026 ดิฉันหวังว่าบันทึกเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ชมได้เห็นจีนในมิติที่หลากหลายขึ้น และเข้าใจว่าความก้าวหน้าของประเทศจีนให้ลึกลงไป