จีนเพิ่มแรงสนับสนุนด้านนโยบายการเงิน มุ่งเสริมความแข็งแกร่งตลาดหุ้น

(People's Daily Online)วันพฤหัสบดี 05 พฤศจิกายน 2026

จีนเตรียมเพิ่มการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนตลาดทุน เสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของตลาด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ตามที่ธนาคารกลางของจีนระบุเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ระบุว่า จะดำเนินโครงการสวอปสำหรับบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทกองทุน และบริษัทประกันภัย (Securities, Funds and Insurance companies Swap Facility: SFISF) ครั้งที่ 3 ในวันอังคาร โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าซื้อหุ้น

การดำเนินโครงการครั้งนี้จะมีระยะเวลาสวอป 1 ปี และสามารถขยายระยะเวลาได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม ตามข้อมูลจากธนาคารประชาชนจีน (PBOC)

ประกาศระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทกองทุนรวม 31 แห่งยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยมีวงเงินที่ยื่นขอรวมกันมากกว่า 1 แสนล้านหยวน (ราว 1.489 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

โครงการ SFISF เริ่มดำเนินการครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2567 โดยเปิดโอกาสให้บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทกองทุน และบริษัทประกันภัยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สามารถนำสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตร กองทุน ETF ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และหุ้นของบริษัทที่อยู่ในดัชนี CSI 300 มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินธนาคารกลางโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการถือครองหุ้น

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า การดำเนินโครงการสวอปอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สินทรัพย์ที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เอื้อต่อการบริหารสภาพคล่องในตลาดต่าง ๆ ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องใหม่เข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งเสริมการลงทุนในระยะยาวและเสริมสร้างเสถียรภาพของตลาดจากภายใน

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ PBOC ระบุว่า ได้จัดการประชุมร่วมกับสำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติ (NFRA) และคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์จีน (CSRC) โดยผลักดันให้ใช้ประโยชน์จากโครงการ SFISF และโครงการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนและการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

PBOC ระบุว่า จะดำเนินโครงการ SFISF ให้สอดคล้องกับจังหวะเวลาและความเหมาะสม เพิ่มจำนวนสถาบันการเงินที่เข้าร่วม ปรับลดค่าธรรมเนียมการสวอปอย่างเหมาะสม ตลอดจนปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ค้ำประกันและรูปแบบการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่จาก CSRC กล่าวตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนว่า “เราจะทำงานร่วมกับ PBOC เพื่อชี้แนะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนโยบายทั้งสองอย่างเต็มที่ พร้อมประสานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของตลาด”

สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนและการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2567 ในฐานะมาตรการชั่วคราวนั้น จะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นมาตรการระยะยาว โดยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ภายใต้โครงการจากร้อยละ 1.25 เหลือร้อยละ 1

ทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามหลักการตลาด โดยพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของโครงการเป็นเกณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมขยายการปล่อยสินเชื่อภายใต้โครงการดังกล่าว

ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ธนาคารกลางจีนได้ดำเนินโครงการ SFISF มาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ในเดือนตุลาคม 2567 และเดือนมกราคม 2568 โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 1.05 แสนล้านหยวน

ขณะเดียวกัน สินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนและการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมีวงเงินตามข้อตกลงที่ลงนามแล้วรวมประมาณ 4.4 แสนล้านหยวน ในจำนวนนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 2.8 แสนล้านหยวน ช่วยให้บริษัทจดทะเบียนสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมบริหารมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดได้

PBOC ระบุในแถลงการณ์ว่า หน่วยงานทั้งสามแห่งจะเพิ่มการสนับสนุนนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดทุน เสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของตลาด ตลอดจนฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมปรับปรุงมาตรการและหลักเกณฑ์การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้สถาบันการเงินใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่

เจ้าหน้าที่จาก CSRC กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการฯ จะขยายขอบเขตการใช้โครงการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนและการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ CSRC จะเร่งผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนที่เปิดเผยแผนซื้อหุ้นคืนหรือเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว เร่งดำเนินการตามแผนให้คืบหน้าโดยเร็ว ส่วนบริษัทที่ยื่นขอสินเชื่อไปแล้วจะได้รับการกระตุ้นให้เร่งดำเนินการซื้อหุ้นคืนมากขึ้น เพื่อรักษาแนวโน้มการซื้อหุ้นคืนที่ดีในปัจจุบัน และมีส่วนช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของตลาดทุน

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกล่าวว่า “การซื้อหุ้นคืนเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนใช้ในการบริหารมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการพยุงราคาหุ้น และสะท้อนถึงแนวโน้มการพัฒนาธุรกิจและความเชื่อมั่นของบริษัท”

ข้อมูลจาก CSRC ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น 645 แห่ง เปิดเผยแผนซื้อหุ้นคืนรวม 700 แผน คิดเป็นมูลค่ารวม 2.377 แสนล้านหยวน โดยทั้งมูลค่าการซื้อหุ้นคืนตามแผนและมูลค่าการซื้อหุ้นคืนที่ดำเนินการจริงต่างทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์